บทความ

……..ตั้งแต่จำความได้ ผมเริ่มเข้าเรียนชั้นเตรียม ป.1ในโรงเรียนวัดบ้านนอก ยุคสมัยนั้นไม่มีชั้นอนุบาลเหมือนปัจจุบัน นักเรียนแต่แรกจึงเป็นนักเรียนหลักสูตรเก่ารุ่นประชาบาลที่เรียกกันว่า รุ่น เลข คัด เลิก ซึ่งขึ้นตรงกับสำนักงานองค์การบริหารส่วนจังหวัด โดยมีศึกษาธิการอำเภอเป็นผู้จัดการศึกษาและนายอำเภอเป็นผู้บังคับบัญชา ครูรุ่นเก่าใช้ชอล์คกับกระดานดำในการสอนและใข้วิธีเขียนหนังสือราชการกับกระดาษฟุตสแก๊ป อย่างดีก็มีเครื่องพิมพ์ดีดเก่า ๆโบราณสำหรับโรงเรียนประจำอำเภอเท่านั้น โรงเรียนบ้านอกคอกนาแต่แรกจึงมักเป็นโรงเรียนที่มีหลังคามุงจาก พื้นเป็นดินเหนียวที่หาดูได้ทั่วไปในยุคสมัยนั้น…….
……..สมัยเด็ก ๆผมจำความได้ว่า พี่สาวเป็นคนนำผมไปฝากเรียนในชั้นเตรียม ป.1 ตั้งแต่นั้นมาผมจึงเรียนในโรงเรียนวัดตามมีตามเกิด พักเที่ยงก็รีบวิ่งกลับไปทานข้าวที่บ้าน เสร็จแล้วก็รีบวิ่งกลับมาเรียนต่ออีกครั้งหนึ่ง สมัยนั้นโรงเรียนวัดบ้านนอกไม่มีอาหารกลางวัน ไม่มีชุดนักเรียน ไม่มีอุปกรณ์การเรียนแจก เด็กนักเรียนแต่แรกจึงเรียนกันท่ามกลางความขาดแคลนเสียจริง ๆ พอถึงวันศุกร์ทุกสัปดาห์ภาคบ่ายจะมีการสวดมนต์และประชุมอบรมบ่มนิสัยนักเรียน เด็กสมัยนั้นจึงถูกสร้างให้มีระเบียบวินัยและเชื่อฟังครูบาอาจารย์มาโดยตลอด……..
……..ย่างเข้าเดือนสาม ฝนหยุดตกมานานแล้ว ลมว่าวพัดผ่านไปเบา ๆ ฤดูกาลสอบไล่เวียนมาถึง สมัยนั้นมีการสอบถึง 6 ครั้งตลอดทั้งปี ครั้งที่หกเป็นการสอบไล่เพื่อเลื่อนชั้น นักเรียนทุกคนต้องพยายามสอบให้ได้อย่างน้อย 50 % ขึ้นไปจึงจะได้เลื่อนชั้นเรียน นักเรียนยุคนั้นจึงมีการสอบตกช้ำชั้นซึ่งต่างจากในยุคสมัยนี้ที่นักเรียนอ่านหน้งสือไม่ออกเขียนหนังสือไม่ได้ยังสามารถสอบซ่อมจนเลื่อนชั้นได้แทบทุกคนเลยทีเดียว……..
……..สมัยแต่แรกปิดเทอมปีละ 1 ครั้ง ไม่มีปิดเทอมกลาง พอฤดูกาลสอบไล่ผ่านไป ฤดูกาลปิดเทอมเวียนมาถึง เด็ก ๆรุ่นผมจึงดีใจมาก ประสบการณ์ชีวิตของเด็กบ้านนอกจะเกิดขึ้นก็ช่วงนี้แหละเพราะพ่อแม่ของคนยุคแต่แรกมักปล่อยให้ลูกหลานไปเผชิญประสบการณ์ชีวิตโดยตรงตามลำพังด้วยลำแข็งตนเอง……
……..เดือนห้าหน้าแล้ง ฝนหยุดตกมานานแล้ว ข้าวในทุ่งนาหลังวัดเริ่มสุกเหลืองอร่าม ชาวนามักเกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว ทุ่งนาน้ำเริ่มแห้งขอด คงเหลือแต่ตอซังข้าว ผมกับเพื่อน ๆรุ่นเดียวกันชอบไปเล่นว่าวที่ทุ่งนาหลังวัด เด็ก ๆมักเล่นว่าวปักเป้า ว่าวจุฬา ว่าวงู ถ้าเป็นผู้ใหญ่มักเล่น ว่าววงเดือน คนแต่แรกชักว่าวจนติดลมบนเป็นแรมวันแรมคืนโดยว่าวไม่ตกลงพื้นเลยทีเดียว……..
……..บางปีฝนทิ้งช่วงมายาวนาน น้ำในบ่อบ้านเราเริ่มแห้งขอด คนบ้านเราจึงมักนำรถลุนมาขนน้ำในบ่อวัดโบราณไปใช้ที่บ้าน บ่อวัดโบราณแห่งนี้กว้างประมาณ 2 เมตร น้ำบ่อนี้ไม่เคยแห้งเลย มีน้ำใสและเย็นมาก ผมกับเพื่อน ๆชอบใช้เชือกตักน้ำกับลูกรอกมาดื่มและอาบกัน ซักพักเด็ก ๆพวกเราก็มักเดินไปตามชายทุ่ง พวกเราชอบไปขึ้นต้นหว้า ฤดูร้อนปีนี้ลูกหว้ามักสุกกันทั่ว ลูกหว้าที่สุกจะมีสีดำอมแดง นี่คือผลไม้บ้านนอกที่เด็กแต่แรกชอบกินกัน ผมกับเพื่อน ๆมักขึ้นต้นหว้าด้วยตนเอง จนมีประสบการณ์ที่ชำนาญกันแทบทุกคน บางวันเราไปช่วยชาวบ้านวิดปลากันข้าง ๆท้องร่องที่น้ำแห้งขอด เราช่วยกันนำดินเหนียวมาปิดทางน้ำแล้วใช้ถังน้ำเล็ก ๆวิดน้ำ ไม่นานน้ำในท้องร่องก็แห้งขอด คราวนี้แหละถึงเวลาสนุก พวกเราก็ช่วยกันจับปลากันอย่างสนุกสนาน สังคมเด็กบ้านนอกแต่แรกมักช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาโดยตลอดยากที่จะลืมเลือนไปได้เลย……..
…….หลายปีผ่านมา หลังจากผมจบโรงเรียนวัด ได้มาเข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมประจำอำเภอ ซึ่งมีแห่งเดียวของบ้านเราที่ตั้งอยู่ห่างออกไปหลายกิโลเมตร เด็กสมัยนั้นจึงขี่รถจักรยานคันเก่า ๆไปโรงเรียนกัน ครูมัธยมสมัยนั้นมักเคี่ยวเข็ญต่อการเรียนมาก ทรงผมเด็กนักเรียนชายทุกคนต้องตัดเกรียน ขนาดครูต้องนำไม้บรรทัดมาวัดความยาวของผมกันเลยทีเดียวซึ่งห้ามยาวเกิน 2 ซ.ม. ยิ่งในช่วงก่อนสอบครูฝ่ายปกครองประกาศหน้าเสาธง ห้ามนักเรียนไปดูหนังในวิกหนังบ้านเรายามค่ำคืน โดยจะมีครูไปยืนเฝ้าหน้าโรงหนังฉายกันเลย เด็กแต่แรกครูสอนให้สามารถเขียนเรียงความและจดหมายได้เป็นหลาย ๆหน้า ยิ่งการเขียนรายงานต้องคัดให้มีลายมือสวยงามและเขียนให้ได้เป็นจำนวนมากด้วย สิ่งเหล่านี้จึงบ่มเพาะให้ผมมีพื้นฐานในการเขียนนิยายเรื่องสั้นตั้งแต่นั้นมา……..
……..ห้าสิบกว่าปีผ่านไป ชีวิตผมย่างเข้าสู่วัยชราใกล้เกษียณ เย็นวันหนึ่งผมขี่รถเก๋งคู่ชีพเก่า ๆกลับมาเยี่ยมเยียนโรงเรียนมัธยมประจำอำเภออีกครั้ง ผมค่อย ๆจอดรถหน้าตึกสองชั้น ยามนี้ตึกไม้เก่า ๆในอดีตไม่เหลืออยู่เลย โรงเรียนมัธยมในอดีตแต่เก่าก่อนได้เปลี่ยนเป็นโรงเรียนกีฬาประจำอำเภอเสียแล้ว ภาพสนามกีฬาที่ก่อสร้างใหญ่โตผุดขึ้นมาพร้อมกับโรงยิม ฯและศูนย์วอลเล่ย์บอลประจำอำเภอสำหรับนักเรียนยุคใหม่ ผมค่อย ๆเดินไปตามถนนคอนกรีตที่ถูกสร้างใหม่หน้าตึกอาคารเรียนกลาง โรงเรียนในอดีตแต่ก่อนเปลี่ยนแปลงไปมาก จากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว ผมสังเกตเห็นว่าอาคารตึกเรียนเก่าข้างวัดในอดีตกลับกลายเป็นตึกที่พักนักเรียนกีฬาไปหมดเสียแล้ว……..
……..ยามเย็นวันหนึ่ง ลมหนาวหน้าฝนเดือนอ้ายพัดผ่านไปเบา ๆ ยามบ่ายนี้เป็นช่วงเลิกเรียนจึงดูเงียบเหงาไร้ผู้คน คงมีแต่นักเรียนกีฬาหญิง 2-3 คนกำลังนั่งคุยกันที่ม้าหินอ่อนหน้าอาคารเรียน เสียงนกกระจิบบินไปเกาะต้นไม้แล้วบินผ่านไป ผมขับรถกลับออกมาตามเส้นทางเดิมอย่างช้า ๆ แสงแดดที่สาดส่องผ่านสนามกีฬาค่อย ๆดับลง แสงไฟฟ้าข้างสนามกีฬาค่อย ๆสว่างขึ้น วันนั้นผมกลับมาถึงบ้านพักยามค่ำคืน ผมยังคงนั่งเก้าอี้หวายตัวเก่าเช่นเดิม และแล้วความคิดในใจก็ผุดขึ้นมาในมโนภาพอีกครั้ง เด็กยุคใหม่กับโรงเรียนกีฬาบ้านเราเหมือนดั่ง ” ฟ้าเปลี่ยนสี” ที่คงสร้างสันติสุขมาสู่ชายแดนใต้บ้านเราได้อีกครั้งหนึ่งในอีกไม่ช้าก็นาน ผมหวังไว้เช่นนั้นจริง ๆ !!

 

 

เรื่องที่ 81 ฟ้าเปลี่ยนสี
(16 ม.ค.สัปดาห์ต้อนรับวันครู)
เขียนโดย ชัยวัฒน์ 105……