บทความ

 

เขียนโดย ชัยวัฒน์ 105
………สมัยแต่เก่าก่อนบ้านผมเปิดร้านรับซื้อยางอยู่หน้าวัด ในยุคนั้นร้านรับซื้อยางเฟื่องฟูมาก เถ้าแก่รับซื้อยางส่วนใหญ่จึงเป็นคนยุคแรก ๆที่อพยพมาจากเมืองจีนแผ่นดินใหญ่ โดยหอบเสื่อผืนหมอนใบเข้ามาบุกเบิกเปิดร้านร้บซื้อยางจนร่ำรวย คนจีนเหล่านี้จึงเป็นคนยุคแรก ๆที่สร้างความเจริญให้กับตลาดบ้านเรา บางคนเปิดร้านขายทองบ้าง บางคนเปิดร้านขายของจิปาถะที่เรียกว่า “ร้านจับห่วย” ขายตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ ร้านค้าในตลาดบ้านเราจึงเต็มไปด้วยคนจีนยุคแรกที่หนีสงครามมาปักหลักสร้างเมืองจนถึงยุคปัจจุบัน ลูกหลานคนจีนรุ่นใหม่จึงเปลี่ยนจากการใช้แซ่มาใช้นามสกุลกันหมดเลยทีเดียว………
………คนไทยสมัยนั้นมีการศึกษาน้อยจึงเป็นได้แค่ลูกกุลีรับจ้างขนยางบ้างขี้ยางบ้าง สมัยก่อนชาวบ้านมักทำขี้ยางเป็นก้อน ๆ ถ้าเป็นก้อนเรียกว่า “ก้อนยางน้ำนม” เวลานำมาขายจะได้ราคาสูงกว่าขี้ยางที่ผสมเปลือกยาง ลูกกุลีรับจ้างจะทำหน้าที่ยกยางที่ชาวสวนนำมาขาย อาโกจะชั่งด้วยตาชั่งเหล็ก แต่ถ้าเป็นขี้ยางจะต้องใส่เข่งหวายใบใหญ่ก่อนยกขึ้นตาชั่ง ชาวสวนขายยางยุคแรก ๆมักเป็นคนท้องถิ่นดั้งเดิมที่ปลูกต้นยางพาราพันธุ์พื้นเมือง ต้นยางสมัยนั้นต้นจะใหญ่มาก ให้น้ำยางน้อย เวลาชาวสวนนำยางมาขายมักจะใช้ไม้ยาวเป็นคานหาบยางแผ่นแล้วมักเดินมาขายในตลาด ยุคนั้นยังไม่มีรถเครื่อง ชาวสวนที่มีฐานะหน่อยก็จะใช้รถถีบญี่ปุ่นคันใหญ่โบราณบรรทุกยางมาขายที่ร้านรับซื้อยางในตลาดบ้านเราเลยทีเดียว………
……..สมัยแต่แรกผมมักชวนเพื่อน ๆเข้าไปในสวนยาง พวกเราจะแย่งกันหาลูกยางใส่ถุงแล้วนำมาตอกกัน ลูกยางของใครแตกก็ถือว่าแพ้ สนุกกันมากเลย พวกเราเด็ก ๆมักตั้งชื่อลูกยางกัน ลูกยางที่ขึ้นชื่อสมัยนั้น เช่น ลูกสีชมพู ลูกหัวระเบิด ลูกคางคกฯลฯ นี่คือของเล่นตามธรรมชาติที่เด็กแต่แรกนิยมชมชอบกัน………
……..วันหนึ่งผมตามรุ่นพี่ไปหาลูกยางในป่ายาง แอบไปนอนหลับใต้ต้นยางใหญ่ บังเอิญตอนเด็ก ๆผมมักจะนอนกรนเสียงดังมาก เด็กรุ่นพี่ตกใจเสียงกรนนึกว่าผีหลอก พากันแอบวิ่งหนีกลับบ้านกันหมด ปล่อยให้ผมนอนหลับใต้ต้นยางอยู่คนเดียว พี่ชายผมช่วยกันตามหากันยกใหญ่ มาเจอผมนอนกรนอยู่ใต้ต้นยาง สุดท้ายผมโดนยุงกัดมาก จนป่วยเป็นไข้เลือตออก เดือดร้อนแม่ผมต้องพาไปหาหมอ ซึ่งหมอในยุคนั้นในตลาดบ้านเรามีแต่หมอโบราณเพียงคนเดียว ร้านหมอตั้งอยู่ตรงกันข้ามกับอนามัยเก่า ๆหน้าโรงพักตำรวจบ้านเรานั่นเอง……..
………ย้อนกลับมาถึงลูกกุลีร้านรับซื้อยางบ้านผมชื่อ”น้าชัย” แกเป็นคนอีสาน รูปร่างเล็ก ๆท่าทางทะมัดทะแมง ผิวขาว ชอบพูดสำเนียงอีสาน แต่ละวันแกมีหน้าที่ขนยางขึ้นตาชั่ง เสร็จก็ขนยางลงวางไว้เป็นกอง ๆพอว่างแกจะทำหน้าที่ผ่ายางก้อนให้เล็กลง ชาวสวนขายยางแต่แรกมีกลโกงตาชั่งยางให้มีน้ำหนักมากกว่าปกติคือ เขาจะแอบใส่ก้อนหินขนาดใหญ่แล้วเอายางน้ำนมมาหุ้มภายนอก ลูกกุลีมักจะเลื่อยผ่ายางน้ำนมเจอบ่อย ๆ พอมาถึงยุคนี้ผมย้อนนึกไปในอดีตก็อดขำอยู่ในใจไม่ได้เลย……….
………น้าชัยเป็นลูกกุลีขนยางอยู่นานจนกระทั่งร้านรับซื้อยางที่บ้านผมปิดกิจการลง แกเลยมาบวชพระที่วัดบ้านเรา ผมนึกว่าแกคงบวชซัก 7 วัน ปรากฎว่าแกบวชได้หนึ่งพรรษา และแล้วแกก็หายไปจากความทรงจำของผมไป ในช่วงวัยเด็กของผมมาอย่างยาวนาน……
………ห้าสิบกว่าปีต่อมา เช้าวันหนึ่งผมไปทำบุญไหว้พระที่วัดช้างไห้ จังหวัดปัตตานี ผมทำบุญไหว้พระเสร็จค่อย ๆเดินผ่านกุฎพระหลังหนึ่งไป ผมได้ยินเสียงเรืยกชื่อแว่วมาแต่ไกลจากพระภิกษุแก่ ๆรูปหนึ่ง รูปร่างเล็ก ๆซูปลงตามวัยชรา ผมจำได้ ตาหลวงชัย นั่นเอง แกเข้ามากล่าวทักทาย ผมรีบก้มลงกราบด้วยด้วยความดีใจ ตาหลวงชัยชวนผมให้ไปนั่งที่กุฎซึ่งแกพักจำพรรษาอยู่ แกเล่าให้ผมฟังว่า หลังจากร้านรับซื้อยางบ้านผมปิดกิจการลง ในปีนั้นแกบวชเป็นพระ คิดว่าจะบวชซักหนึ่งพรรษา หลังจากเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นในวัดบ้านเรา มีการขว้างระเบิดเข้าไปในโบส์ถทำให้พระภิกษุเสียชีวิตเกิดขึ้น แกเลยหนีไปจำพรรษาที่วัดช้างไห้ ตาหลวงชัยพูดด้วยเสียงเศร้าสร้อยเบา ๆต่อว่าชีวิตตาหลวงแก่ ๆอย่างแก คงสิ้นบุญไปพร้อมกับผ้าเหลืองอย่างแน่นอน และแล้วตาหลวงชัยก็ขอตัวเดินขึ้นกุฎไปอย่างช้า ๆ ผมยืนดูตาหลวงชัยจนสุดสายตา เสียงสวดมนต์ทำวัตรดังแว่วมาแต่ไกลเป็นระยะ ๆ เด็กวัดตัวเล็ก ๆถือปิ่นโตเดินผ่านหน้าผมไปอย่างช้า ๆ ผมยังคงยืนอยู่คนเดียวด้วยความเงียบเหงาวังเวง เสียงเคาะระฆังดังแว่วมาอีกครั้งหนึ่ง อนิจจา ! ภาพตาหลวงชัยกับความทรงจำที่ไม่เคยเลือนหายไป มันคงจะฝังใจผมไปตลอดกาลชั่วนิจนิรันดร์ อยากที่จะลืมเลือนได้เลย !!